โรคแผลเน่าเปื่อย
การเกิดโรคติดเชื้อรามีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาก เนื่องจากทำให้ผลผลิตสัตว์น้ำต่ำลง โดยทั่วไปโรคติดเชื้อราสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ การติดเชื้อราภายนอก (external infection) และการติดเชื้อราภายใน (internal infection) กลุ่มที่จัดอยู่ในการติดเชื้อภายนอกที่เกิดขึ้นกับสัตว์น้ำส่วนใหญ่จะเป็นการติดเชื้อระยะที่สอง (secondary infection) เพราะเชื้อราโดยทั่วไปจะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อม มีลักษณะเป็นพวกฉวยโอกาส (opportunistic paprasite) เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีบาดแผลเกิดขึ้นบนตัวปลาหรือมีช่องเปิดบนผิวหนัง หรือเหงือกปลา อันเนื่องมาจากการบาดเจ็บก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อราเกิดขึ้นได้ครับ ซึ่งกลุ่มเชื้อราที่มีความสำคัญต่อการเกิดโรคในสัตว์น้ำคือ Oomycete fungi นั่นเอง
สำหรับการสังเกตโรคติดเชื้อราที่เกิดขึ้นในสัตว์น้ำนั้นสามารถสังเกตได้ง่ายครับคือ จะเห็นเป็นลักษณะปุยสำลี หรือปุยฝ้ายขาว ๆ บริเวณผิวหนังลำตัวและครีบปลาครับ ซึ่งโรคที่เกิดจากการติดเชื้อรามีมากมายหลายชนิดแต่ที่ผมจะนำเสนอมนครั้งนี้คือ โรคอียูเอส (EUS: Epizootic Ulcerative Syndrom) หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า “โรคแผลเน่าเปื่อย” จัดเป็นโรคที่แพร่ระบาดในหลายประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ออสเตรเลีย และอเมริกา ส่วนในประเทศไทยพบการระบาดเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภาคใต้ระหว่างปีพ.ศ.2524-2525 ซึงได้แพร่กระจายไปอีกหลายจังหวัด ทำให้ปลาน้ำจืดหลายชนิดตายเป็นจำนวนมาก การเกิดโรคนี้ยังพบได้จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปีครับ
สาเหตุของการเกิดโรคอียูเอส พบว่า เกิดจากเชื้อโอโอไมซีส (Oomycete) สกุล อะพลาโนมัยซีส ชนิด Aphanomyces invadans ซึ่งมีลักษณะคล้ายราน้ำ อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทั่วไป เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 20-25 องศาเซลเซียส หรือเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น แห้งแล้ง สภาวะเป็นกรดหรือด่างสูง เป็นต้น เชื้อชนิดนี้จะมีการสร้างสปอร์ (spore) โดยสปอร์ จะมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดี คุณสมบัติพิเศษของเชื้อโรคอียูเอสนี้ คือ สามารถชอนไชเข้าไปในกล้ามเนื้อปลาทะลุเข้าไปถึงอวัยวะภายในของปลาได้ กลไกการเกิดโรคค่อนข้างสลับซับซ้อน บางครั้งอาจพบเชื้อโรคชนิดอื่นๆ เช่น ปรสิต แบคทีเรีย และไวรัสร่วมด้วย ส่งผลให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้น
โดยทั่วไปการเกิดโรคส่วนหนึ่งมีปัจจัยโน้มนำมาจากสภาพแวดล้อมด้วยนะครับ เช่น อุณหภูมิของน้ำที่ต่ำลง หรือสภาพน้ำเป็นกรดมากไป หรือมาจากการปล่อยปลาเลี้ยงในอัตราที่หนาแน่นมากเกินไป นอกจากนี้ในฤดูฝนก็จะเป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการเกิดโรคได้เหมือนกัน กล่าวคือ ถ้ามีฝนตกหนักเกิดน้ำไหลหลากจากแผ่นดินก็อาจจะชะล้างกรดหรือสารเคมีกลุ่มยากำจัดวัชพืชและแมลงลงไปในแหล่งน้ำ ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อผิวหนังและเหงือกปลาโดยตรง กระตุ้นให้ปลาเครียด และอ่อนแอมากขึ้น เชื้อราก็จะฉวยโอกาสเข้าทำร้ายต่อปลาได้ง่ายครับ
ชนิดของปลาที่ยอมรับการติดเชื้อ Aphanomyces invadans ได้แก่ ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาแรด ปลาบู่ และปลาสร้อย เป็นต้น ส่วนปลาที่มีความต้านทานโรคสูงมากและไม่เคยมีรายงานว่าเป็นโรคอียูเอสเลยได้แก่ ปลานิลและปลาจีน
ลักษณะอาการของปลาที่เป็นโรคอียูเอส เริ่มจาการที่ผิวหนังถลอกหรือเป็นแผลแล้วมีเชื้ออะฟลาโนมัยซีสมาอาศัยและเจริญอยู่เป็นกลุ่มสีขาว คล้ายสำลีหรือปุยฝ้าย เมื่อการติดเชื้อเริ่มรุนแรงขึ้นปลาจะมีแผล เลือดจะออกตามซอกเกล็ด แผลเปื่อยเน่า แผลหลุมลึกกระจายตัวอยู่ตามส่วนหัวและลำตัว หากนำเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวมาตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์ก็จะพบเส้นใยของเชื้ออะฟลาโนมัยซีสเจริญอยู่
การรักษาโรคอียูเอส เนื่องจากลักษณะการติดโรคนี้เกิดจากเชื้ออะฟลาโนมัยซีส ปัจจุบันจึงยังไม่มียาหรือสารเคมีใด ๆ ที่สามารถฆ่าเชื้ออะฟลาโนมัยซีสนี้ได้ สำหรับแนวทางการควบคุมโรคอียูเอสในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำมีดังนี้ค่ะ
การเกิดโรคอียูเอสจัดได้ว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ดังนั้นการรักษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและลักษณะการเกิดโรค รวมถึงการเตรียมมาตรการป้องกันการเกิดโรคระบาดในฟาร์มเลี้ยงปลาจะช่วยให้การควบคุมการระบาดของโรคนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
เอกสารอ้างอิง
กิจการ ศุภมาตย์, สาวิตรี ศิลาเกษ, วุฒิพร พรมขุนทอง และสิทธิ บุณยรัตผลิน.2539.โรคและพยาธิ ปลา.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หน้า.209
No comments:
Post a Comment